วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Arirang MarySing

เพลงนี่้อยู่ในอัลบั้ม Just Good Music ดนตรีดีๆไม่มีกระได

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Music of Fate



ซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟ่น
บทเพลงแห่งโชคชะตา
ผมแน่ใจว่า แม้คนที่ไม่เคยสนใจดนตรีคลาสสิกในชีวิต ก็คงเคยได้ยินทำนองชิ้นนี้
เป็นโน้ตสี่ตัวที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีสากล
เพราะเราจะได้ยินอยู่ทั่วไปตามละครทีวี โฆษณาทีวี หรือภาพยนตร์
แม้เพลงร้อค เพลงป้อป เพลงแจ๊ส สารพัดประเภท ก็นำโน้ตสี่ตัวนี้ไปดัดแปลง
ทำนองของโน้ตสี่ตัวนั้น ประมาณนี้
“ปั๊ม ปั๊ม ปั๊ม ป่า” (ร้องเร็ว ๆ)
แนวทำนองของเพลงนี้ มีลักษณะเร้าใจ ให้ฮึกเหิมต่อสู้
ในเวลาเจ็ดนาทีของเพลงนี้
เบโธเฟ่นนำผู้ฟังผ่านอารมณ์แห่งความตื่นเต้นเร้าใจไม่จบสิ้น
(ผมขอแนะนำให้ฟังดัง ๆ ตอนเป็นวัยรุ่นผมชอบฟังเพลงนี้สลับกับดนตรีเฮฟวี่เมทัล)
จนจบอย่างผู้มีชัย
คล้ายกับบอกโชคชะตาว่า
“ข้าได้เอาชนะเจ้าแล้ว”
MUSIC OF FATE “บทเพลงแห่งโชคชะตา”

Just Good Music ดนตรีดีๆไม่มีกระได



อัลบั้มใหม่ของคุณบัณฑิตออกแล้วค่ะ ชื่อว่า Just Good Music หรือ "ดนตรีดี ๆ ไม่มีกระได" เป็นดนตรีคลาสสิกที่ฟังง่าย ๆ ไพเราะ แถมมีประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพสมอง ที่สำคัญ อำนวยเพลงโดยคุณบัณฑิตเองทั้งหมด ร่วมกับวงออร์เคสตร้าระดับโลกหลายวง ที่สำคัญ อำนวยเพลงโดยคุณบัณฑิตเองทั้งหมด ร่วมกับวงออร์เคสตร้าระดับโลกหลายวง มีจำหน่ายที่ร้าน ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ และ B2S แทบทุกสาขา ตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้เป็นต้นไป (25 มิย.) อ้อ ลืมบอกไป ที่น่าสนใจมากคือ ใน booklet คุณบัณฑิตเขียนแนะนำเพลงทุกเพลงแบบสนุก ๆ และมีทิปการฟังดนตรีดี ๆ ด้วยค่ะ

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

คนโชคดี คือคนกล้า


คนธรรมดาทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ทั้งนั้น เพียงแต่เขาจะยังไม่ได้ค้นพบมันถ้าไม่มีเป็หมายใหญ่ และไม่มี ความกล้าที่เดินตามความฝันนั้น คนที่กล้าเดินหน้าตามความฝัน จะมีสิ่งดีๆ ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น กับเขาเสมอ ซึ่งคนอื่นๆ ที่ "ยืนมองอยุ่ขอบสนาม และไม่มีความกล้า ก็จะบอกว่า "คน ๆ นั้นโชคดีจัง

วินัยกับตนเอง


เป็นสิบๆปี ที่ผมหายใจเข้าออกเป็นเรื่องการเป็นวาทยกรระดับโลก คลั่งขนาดหนัก พยายามคลุกคลี กับวงออร์เคสตร้าทุกรูปแบบ คิดอยู่อย่างเดียว จะเก่งเรื่องนี้ได้อย่างไร ตั้งวินัยให้กับตนเองว่า ต้องทำงานอย่างหนัก ให้ตามทัน และแซงคนต่างชาติที่ได้เปรียบกว่าในทุกๆด้าน สิ่งที่ตนเองอยากทำและเก่ง มีความโดดเดี่ยวบ้างบางครั้ง เพราะต้องละทิ้งครอบครัวและเพื่อนฝูงไประยะหนึ่ง แต่รู้สึกว่าคุ้มค่า คนรุ่นใหม่ ของประเทศ ต้องฝึกให้มีวินัยตั้งแต่ต้น

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552

เส้นไม่ใหญ่ ไม่เป็นไร


คนโชคดีลงมือทำวันนี้


เมื่อคุณรู้ว่าต้องการอะไร คุณต้องเริ่มวางแผนเดินหน้าเข้าไปหาเป้า และ ทำวันนี้ สังเกตุได้แทบทุกคนเป็นคนที่ไม่ค่อยทำอะไร หรือผัดวันประกันพรุ่งอยู่ตลอดเวลา วันพรุ่งนี้ไม่เคยมา ชีวิตทุกคนประกอบไปด้วยวันนี้ เริ่มอะไรก็ได้ แม้ว่าเล็กเท่าใดก็ตาม เพราะการเริ่มต้นนั้นยากที่สุด แต่เมื่อได้เริ่มแล้ว การทำต่อจะใช้แรงและความพยายามน้อยลง หนังสือเล่มนี้คือเคล็ดลับนั้น เคล็ดลับที่สามารถนำไปใช้ ได้จริงกับทุกชีวิต แล้วคุณจะพบว่า "โชคดีคือสิ่งที่คุณสร้างได้"

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ฉวยโอการอย่างรวดเร็ว




คุณต้องเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับโอกาสที่ยิ่งใหญ่ สำหรับ"โชคที่ดี"มันเป็นไปได้ที่จะเกิดกับคุณทุกคนมีโอกาสผ่านมาได้เหมือนกันหมด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะ "ฉวยโอกาส"และเปลี่ยนให้มันเป็นโชคดีได้ ลองนึกภาพดูว่า ถ้าคุณมีโอกาสดีๆผ่านมาแล้วคุณจะทำอย่างไรกับมันที่จะเอาประโยชน์จากมันให้มากที่สุด เตรียมใจไว้ให้พร้อม เพราะเมื่อมันมาถึง คุณอาจจะต้อง "ไว" กว่าคนอื่น

เชื่อก่อนที่จะเห็น




ปรากฏการณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า placebo effect ที่กล่าวมานั้นแล้ว เป็นข้ออธิบายได้เป็นอย่างดีถึงวิธีการทำงานของสิ่งที่เราเรียกว่า เครื่องรางของขลัง จริงๆแล้วอาจมีบางครั้ง(น้อยครั้ง)ที่เครื่องรางทำงานได้ผลอย่างที่เขาว่ากัน แต่เป็นเพราะผู้ใช้เชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่ามันจะทำงาน ไม่ว่าความเชื่อจะงมงายแค่ไหนก็ตาม เขาเชื่ออย่างหัวปักหัวปำว่ามันช่วยเค้าได้ นั้นเป็นเพราะพลังของความเชื่อไม่ใช่พลังของเครื่องรางคุณสามารถแทนเครื่องรางนั้น ให้เป็นกิ่งไม้ เหรียญสิบ ก้อนหินก้อนหนึ่ง กุญแจอะไรก็ได้ผลก็เหมือนเดิม แต่ถ้าคุณไม่มีความเชื่อหรือเชื่อแบบมีข้อสงสัยแม้แต่นิดเดียว เครื่องรางนั้นก็ไม่ได้ผล

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552


บารัก โอบามา: ถ้าพูดถึงชีวิตส่วนตัว ผมขอแบ่งเป็นช่วง ในวัยเด็กชีวิตผมลำบากพอสมควรเพราะพ่อไม่ได้อยู่ด้วยกัน บางครั้งผมลองยาเสพติด ผมดื่มตอนเป็นวัยรุ่น เมื่อมองย้อนกลับไปเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัวของผม ผมคิดถึงแต่ตัวเองและสิ่งที่ทำให้ผมไม่พอใจจนไม่คิดถึงคนอื่น เมื่อรู้สึกว่าตัวเองดำเนินชีวิตผิดพลาด ผมเริ่มพิจารณาจนได้ข้อสรุปว่าผมพยายามปกป้องตัวเองมากเกินไปจนละเลยการทำหน้าที่ซึ่งพระเจ้ามอบหมายให้

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทัศนคติในการซื้อหุ้น




แนวทางหลักอีกอย่างของบัฟเฟตต์ในการซื้อหุ้นก็คือ เขาจะมองว่าการซื้อหุ้นคือการเข้าร่วมเป็นเจ้าของบริษัท ไม่ใช่การซื้อสินค้าที่ต้องซื้อขายเพื่อทำกำไรอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นก่อนจะเข้าลงทุนก็ต้องศึกษาข้อมูลของบริษัทนั้น ๆ ให้ละเอียด รอบคอบ และเมื่อลงทุนแล้วต้องเชื่อมั่นในบริษัท ซึ่งแนวคิดนี้นั้นคล้ายกับ Value Investor มือทองของเมืองไทยท่านหนึ่ง คือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี และไม่ซื้อขายบ่อย ๆ และท่านก็มองว่านี่คือการทำธุรกิจส่วนตัวที่ไม่ต้องดำเนินธุรกรรมเองทั้งหมด เพียงแต่คัดสรรกิจการที่ดีและร่วมเป็นเจ้าของ โดยเงินปันผลก็เหมือนเงินเดือนที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ โดยไม่ต้องซื้อขายหุ้นเพื่อนำกำไรมาใช้ในระยะสั้น แต่ต้องมีวินัยในการลงทุนนั่นคือเก็บหุ้นไว้ให้มีมูลค่าเติบโตทบต้นทบดอกด้วยตัวมันเอง และไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ต้องบอกให้คนอื่นเขารู้ และขอสิ่งที่เราต้องการ


หลายครั้งที่"โชคดี ที่ผมมีในชีวิต ที่ช่วยผมในเรื่องความก้าหน้าและความสำเร็จ ได้มาง่าย ๆ ด้วยการ "อ้าปากขอ การขอเป็นการบอกความต้องการของคุณได้ให้โลกรู้ ถ้าคุณไม่บอก เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณต้องการอะไร แม้ว่าคนที่อยากจะช่วยคุณ และช่วยคุณได้ด้วย เขาคงรู้ความต้องการของคุณไม่ได้ ถ้าคุณไม่บอกความต้องการนั้นออกมาทางใดทางหนึ่ง การขอไม่ได้ทำให้คุณเสียอะไรเลยเพราะแม้คุณถูกปฏิเสธคุณก็คงอยูในสถานนะเท่าเดิม การขอจึงกลายเป็น"เกม"ของผมอย่างหนึ่งดูซิว่า "ขอบขีดจำกัด" ที่เราได้นั้นมันอยู่ตรงไหนและก็ได้คุณพบว่า มันไม่มีขอบขีดจำกัด!

บิล เกตต์ ทุ่มสุดตัว คิดค้นยาป้องกันการติดเชื้อเอดส์ ภายในปี 2009


บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ กล่าวสุนทรพจน์แสดงความเชื่อมั่นว่า การกำจัดและหยุดการแพร่ระบาดเชื้อโรคร้ายนี้ให้สำเร็จนั้นอยู่ในมือของผู้หญิง เอเอฟพี/เอเจนซี - การประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 16 ณ เมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากที่สุดเป็นสถิติถึงกว่า 20,000 คน เปิดฉากขึ้นแล้วในวันอาทิตย์ (13) โดย บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ กล่าวสุนทรพจน์แสดงความเชื่อมั่นว่า การกำจัดและหยุดการแพร่ระบาดเชื้อโรคร้ายนี้ให้สำเร็จนั้นอยู่ในมือของผู้หญิงระหว่างพิธีเปิดการประชุมเอดส์โลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปีครั้งนี้ เกตส์ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริหารร่วมของมูลนิธิบิลและเมลินดา ให้คำมั่นว่า การต่อสู้กับโรคเอดส์ถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งของทางมูลนิธิ โดยเขามีแผนเพิ่มการให้เงินทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัยยาเพื่อป้องกันโรคดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เขาได้เรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล ร่วมมือในการต่อสู้กับโรคเอดส์ด้วยเช่นกันเกตส์ซึ่งเพิ่งจะประกาศมอบเงินสนับสนุนเป็นจำนวน 500 ล้านดอลลาร์ ให้แก่กองทุนโลกเพื่อการต่อต้านโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ไปเมื่อไม่นานมานี้ ยังได้ย้ำต่อว่า เขาเชื่อมั่นว่า กุญแจสำคัญในการกำจัดและหยุดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ให้หมดไปนั้นอยู่ในมือของผู้หญิง ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ด้วยการเร่งพัฒนาวิจัยสารป้องกันการติดเชื้อ ที่อยู่ในรูปของครีมหรือเจล และยาป้องกันโรคแบบรับประทาน เพื่อที่ผู้หญิงจะได้สามารถป้องกันตนเองได้จากเชื้อไวรัสเอดส์การประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องโรคเอดส์ครั้งที่ 16 ณ เมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดาเปิดฉากขึ้นแล้วในวันอาทิตย์(13) เกตส์ยกตัวอย่างถึงผู้หญิงในแอฟริกาจำนวนมาก ซึ่งถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับสามีที่ติดเชื้อ พร้อมกับเน้นว่า การเร่งพัฒนาตัวยาดังกล่าวเป็นหนทางเดียวที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อเอดส์ได้ เพราะทางแก้ปัญหาอื่นๆ อย่างเช่น การงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ หรือการใช้ถุงยางอนามัย ล้วนขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากฝ่ายชายทั้งสิ้นทั้งนี้ สารป้องกันการติดเชื้อ หรือที่เรียกกันว่า microbicide เป็นเจลหรือครีมซึ่งผู้หญิงสามารถใช้ได้ด้วยตนเอง เพื่อกำจัดหรือป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอดส์ในช่องคลอด หรือทวารหนักปัจจุบันได้มีการนำสารดังกล่าวมาทดลองใช้กับมนุษย์แล้ว 16 ชนิด โดยในจำนวนนี้มีเจลต้นแบบ 5 ชนิดที่ให้ผลการศึกษาก้าวหน้ามากกว่าสารชนิดอื่น ซึ่งทางคณะผู้วิจัย เผยว่า หากผลการทดลองออกมาเป็นที่น่าพอใจ ตัวยาดังกล่าวอาจออกสู่ตลาดได้อย่างเร็วที่สุดในปี 2009 นี้“สารป้องกันการติดเชื้อนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับการแพร่ระบาดของโรคนี้...เมื่อใดที่เราสามารถค้นพบเครื่องมือป้องกันการติดเชื้อใหม่ๆ และส่งมอบเครื่องมือเหล่านี้ให้แก่กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อนั้นเราก็จะสามารถปฏิวัติโฉมหน้าวิธีการต่อสู้กับโรคเอดส์ได้ในที่สุด” เกตส์ กล่าว http://pha.narak.com/topic.php?No=08016

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ถ้าผู้ก่อตั้ง Google เป็นโรคพาร์คินสัน…


วันนี้ผมอ่านเจอข่าวชิ้นหนึ่ง ซึ่งคิดว่าใครหลายคนต้องอึ้งกับความคิดแปลกแหวกแนวของชายคนนี้แน่ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ เขาคือ Sergey Brin คู่หูของ Larry Page สองผู้่ก่อตั้งอาณาจักร Google นั่นเอง
เรื่องของเรื่องคือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Sergey Brin ออกมาเปิดเผยถึงสุขภาพของตัวเองว่า หมอได้ตรวจพบความผิดปกติของยีนที่มีชื่อว่า LRRK2 ซึ่งทำให้เขามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์คินสันได้
และทันทีที่มีข่าวเช่นนี้ออกมา หลายคนก็สงสัยว่า Sergey จะเปิดเผยเรื่องนี้ทำไม ในเมื่อเขายังไม่ได้เป็นโรคนี้ด้วยซ้ำ ในอนาคตอาจจะไม่เป็นก็ได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นจริง มันก็คงกินเวลาอีกหลายปีกว่าที่จะแสดงอาการใดๆ ออกมา ตอนนี้จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกมาเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้น ลูกค้า หรือคนทั่วไปรับรู้ เพราะอาจจะสร้างความกังวลและส่งผลต่อราคาหุ้นได้
แน่นอนว่า Sergey ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ ถึงเหตุผลที่ออกมาให้ข่าวในครั้งนี้ แต่คนใกล้ชิดของเขาที่ชื่อ Allen Salkin บอกว่าเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เขามีโอกาสได้พูดคุยกับ Sergey ในงานเปิดตัว “23andMe” บริษัทตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งก่อตั้งโดยภรรยาของ Sergey นั่นเอง
Sergey บอก Allen ว่า ถ้ารหัสดีเอ็นเอของคนเราถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เช่นเดียวกับการเปิดเผย source code ของโปรแกรม open source ก็คงจะดีไม่น้อย
“ถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลของผมต่อสาธารณะ หมอหรือใครก็ตามที่สนใจ ก็จะสามารถเข้าไปดูข้อมูลและให้คำแนะนำได้อย่างเต็มที่ว่าผมควรปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเสนอวิธีการรักษาต่างๆ ให้ผมได้อีกด้วย ถ้าเกิดว่าผมมีโอกาสเป็นโรคในอนาคต” Allen อ้างถึงคำพูดของ Sergey
window.google_render_ad();
นอกจากนี้ Sergey บอกว่า อีกไม่นาน เขาจะเริ่มเขียนบล็อกเกี่ยวกับดีเอ็นเอของตัวเองอีกด้วย โดยให้เหตุผลว่าถ้าเขาบอกให้คนทั่วไปรู้ คนก็จะเข้ามาดูและศึกษาได้ ขณะที่เขาก็เรียนรู้ได้เร็วขึ้นด้วย ดีกว่าเก็บข้อมูลเอาไว้กับตัวเอง
เรื่องนี้นับเป็นความคิดที่ประหลาดสุดๆ สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการแพทย์ ที่ถือว่าข้อมูลส่วนตัวของคนไข้นั้นเป็นความลับสุดยอด จะเปิดเผยมิได้เลยทีเดียว แต่ Sergey กลับเต็มใจที่จะเปิดเผยให้ชาวโลกได้รับรู้ โดยยึดหลักการเปิดเผยข้อมูลของ open source ซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาโปรแกรมให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างชัดๆ ก็ได้แก่ Firefox ที่ได้รับการพัฒนาจนล้ำหน้า Internet Explorer ไปแล้ว ยังไม่นับอีกหลายเว็บไซต์ที่มีโมเดลคล้ายๆ กัน ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาเนื้อหา อย่าง Wikipedia ที่ตอนนี้กลายเป็นสารานุกรมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะีมีคนเข้าไปช่วยกันเขียน ปรับแก้ และเพิ่มเติมกันอย่างล้นหลาม
แต่บางคนกลับบอกว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวแบบนี้ ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของบริษัท รวมทั้งอาจทำให้ต้นทุนของสินค้าและบริการสูงขึ้นได้ เนื่องจากบริษัทประกันก็จะเก็บเบี้ยประกันแพงขึ้น เพราะรู้ว่าอนาคตอาจจะต้องจ่า่ยค่าชดเชยให้แก่ผู้เอาประกันแน่ๆ
ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับตัวผมเองคิดว่า Sergey มีความคิดที่สุดยอดจริงๆ เพราะถ้าว่ากันถึงที่สุดแล้ว ความลับย่อมไม่มีในโลก การปิดบังข้ัอมูลรังแต่จะทำให้โอกาสในการได้รับแนวคิดดีๆ เหือดหายไป สู้เปิดเผยให้ทุกคนได้รู้เพื่อช่วยกันคิดและแก้ไขจะดีกว่า ถ้าเป็นผม ผมก็จะทำแบบเดียวกับ Sergey
อย่างนี้ ต้องเรียกว่า Sergey Brin มีดีเอ็นเอ open source ขึ้นสมองเลยทีเดียว

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ชีวิตส่วนตัว และทรัพย์สินของ เค้า บารัก โอบามา


สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้น บารัค โอบามา สมรสกับ มิเชล โอบามา หรือมิเชล โรบินสัน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1989 ในขณะที่เขาทำงานเป็นที่ปรึกษาของกิจการกฎหมายเมืองชิคาโก้ โดยโอบามาและมิเชล ได้ทำงานร่วมกันในฐานะคณะทำงานเดียวกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะหมั้นเมื่อปี 1991 และแต่งงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ปี 1992 และมีทายาทร่วมกัน 2 คน คือ มาเรีย แอน เกิดเมื่อปี 1998 และนาตาชา เกิดเมื่อปี 2001 สำหรับทรัพย์สินของ โอบามา นั้น นิตยสาร "Money" ระบุเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2007 ว่า โอบามา มีทรัพย์สินเฉลี่ย 1.3 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายหนังสือของเขา ขณะที่รายได้ครอบครัวมีจำนวน 4.2 ล้านดอลลาร์ โอบามา ได้เขียนหนังสือ 8 เล่มด้วยกัน อาทิ Dreams from My Father: A Story of Race and Inheritance หรือในชื่อภาษาไทย บารัค โอบามา ผมลิขิตชีวิตตัวเอง อัตชีวประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิต ความคิด มุมมองที่มีต่อเรื่องสีผิว และ The Audacity of Hope หรือในชื่อภาษาไทย กล้าหวัง กล้าเปลี่ยน หนังสือที่รวบรวมสุนทรพจน์และปาฐกถา ที่สะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่จะนำอเมริกาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของเขาเอง และหนังสือล่าสุดของเขาคือเรื่อง Change We Can Believe In: Barack Obama′s Plan to Renew America′s Promise

NOTHING IS IMPOSSIBLE with BUNDIT UNGRANGSEE



คนไทย เป็นคนเก่ง เป็นคนมีความสามารถมากแต่คนที่สามารถ ไปสุดทาง จนถึงระดับโลกได้ มีไม่กี่คน
ช่วงเวลาที่ดี และสำคัญที่สุด ของการสร้างความสำเร็จ สำหรับปี 2552
ครั้งนี้เป็น ครั้งแรก ที่คุณบัณฑิต จะมาเผยถึง 4 Golden Rules ที่จะสร้างความสำเร็จ ในทุกเป้าหมายของคุณ
4 Golden Rules ที่คุณบัณฑิตยึดถือ เพื่อสร้างความสำเร็จในระดับโลก ด้วยตนเอง และยังไม่เคยเปิดเผย ที่ใดมาก่อนแม้ในหนังสือของคุณบัณฑิตเองก็ตาม

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทำอย่างไรถ้าโชคไม่ดี


ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์




มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การ

กุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์ ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา: 1) เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป! 2) เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์ 3) เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม 4) เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน 5) เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก 6) บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ 7) เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1 8 ) เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์ 9) บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์ 10) วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน 11) เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง

ระบบปฏิบัติการวินโดว์ บิลเกตต์ การบริจาคเงินเพื่อทำบุญของกำลังพลและครอบครัว


................วันนี้ได้อ่านข่าวว่าบิล เกตต์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลกติดต่อกันมา 3 - 4 ปี และยังเป็น ต่อไปเรื่อย ๆ และยังเป็นเจ้าของตัวจริงของบริษัทไมโครซอฟท์ผู้สร้างระบบปฏิบัติการวินโดว์ที่เราใช้อยู่ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ ทะลุทะลวงแพร่กระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าได้รวดเร็วยิ่งกว่าสิ่งที่เคยทำแบบนี้มาแล้วในอดีตนะครับไม่วาจะเป็นศาสนา หรือ ระบบการปกครองใด ๆ ซึ่งที่ผ่านมาสิ่งอื่น ๆ นั้นกว่าจะทำให้คนเข้ามาใช้หรือเชื่อถือนั้นต้องใช้เวลาที่นานและใช้คนจำนวนมากแต่ระบบปฏิบัติการวินโดว์นี้ใช้เวลาแค่ 10 กว่าปีเท่านั้นก็สามารถครองโลกได้สำเร็จและที่เจ็บไปกว่านั้นก็คือคนเชื่อถือและนำไปใช้นั้นต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้เขาอีกด้วย ซึ่งตาบิล เกตต์ นี้มีบางคนได้จัดให้อยู่ใน 1 ใน 10 รายชื่อผู้ที่ทำให้โลกหันตามเลยนะครับ ซึ่งคนอื่น ๆ ก็ ได้แก่ พระเยซู ฮิตเลอร์ ฯลฯ และที่ผ่านมาคงจะทำให้ทางการสหรัฐไม่รู้จะทำยังไงกับบิล เกตต์ดีนะครับ เพราะส่วนหนึ่งก็ไม่แน่ใจว่าระบบปฏิบัติการวินโดว์ที่เขาพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ นั้นจะ สั่นคลอนความมั่นคงของประเทศหรือโลกหรือไม่ โดยสิ่งที่เป็นไปได้คือเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเชื่อมต่อกันได้สมบูรณ์แบบ ยิ่งกว่าระบบอินเตอร์เนทแล้ว ถ้าบิล เกตต์เขาฝังสิ่งที่เราคิดไม่ถึง คาดไม่ได้ไว้ในระบบปฏิบัติการวินโดว์รุ่น ต่อๆไปที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเรื่อยนั้นอะไรจะเกิดขึ้นก็ยากที่จะคาดเดาได้ (โปรแกรมที่ใช้ยิงกระสวยอวกาศในครั้งแรกๆนั้นมี Code ประมาณ 200,000 บรรรทัด แต่โปรแกรมวินโดว์ 2000 ที่จะออกมาขายในปีนี้นั้นมี Code ประมาณ 50-60,000,000 บรรทัด) ซึ่งอาจจะเหมือนภาพยนต์ไซ-ไฟ เรื่อง Terminator (ชื่อไทยคนเหล็ก2029 สร้างเมื่อปี2527 เป็นเรื่องที่เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Skynet ที่สามารถครองโลกได้ในปี ค.ศ.2029 ส่งหุ่นยนต์ครึ่งคน Cyborg ย้อนเวลากลับมาสังหารมารดาของ ผู้นำในการโค่นอำนาจของ Skynet ) ก็ได้ ที่คอมพิวเตอร์สามารถควบคุมโลกได้หลังจากที่สามารถนำข้อมูลต่าง ๆ มาคิดต่อเองได้ ............... แต่ในทางตรงข้ามที่ทางการสหรัฐลังเลก็คือสิ่งที่ บิล เกตต์ทำนั้นก็คือสิ่งเดียวกับที่ทางสหรัฐพยายามทำมาเป็นร้อย ๆ ปีในการที่จะเป็นผู้นำของโลกซึ่งก็ได้ทุ่มเทไม่ว่าจะเป็นชีวิตคนสหรัฐเองหรือ ทรัพยากรจำนวนมหาศาลในการเผยแพร่วัฒนธรรมความนึกคิดของอเมริกันให้เข้าไปทุกบ้านของประเทศอื่น ๆ ในโลก ซึ่งสิ่งนี้บิล เกตต์ทำให้ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ต่อทุกประเทศรวมทั้งประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ และที่สำคัญคือดันนำเงินกลับมาเข้าประเทศแบบที่ประเทศอื่น ๆ ไม่รู้สึกอีกด้วย ซึ่งถ้าเป็นการปกครองแล้วถือว่าสุดยอดจริง ๆ ...............สำหรับข่าวของบิล เกตต์ วันนี้ก็คือเขาได้บริจาคเงินอีก 190,000,000,000 บาท (หนึ่งแสนเก้าหมื่นล้าน) เพิ่มให้แก่กองทุนเพื่อสาธารณะ วิลเลี่ยม เกตต์ ซึ่งเป็นชื่อพ่อและชื่อของเขาเองจากที่บริจาคมาแล้วกว่าสี่แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้ เงินกองทุนขึ้นไปถึง กว่า 600,000,000,000 บาท(หกแสนล้านบาท, ยังไม่แน่ใจว่าเป็นกองทุนที่มากที่สุดในโลกแล้วหรือยัง) ซึ่งเมื่ออ่านจบแล้วก็รู้สึกชื่นชมบิล เกตต์มากขึ้นไปอีก (แกมอจฉานิด ๆ) เพราะจากที่ทราบมานั้นแม้ว่าเขาจะมีเงินแบบที่เหลือเชื่อแต่เขาก็ยังทำงานและทำตัวเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ขับรถเองในบางครั้ง ใส่ขาสั้นมากินอาหารไทย ใกล้บ้านของเขาเป็นประจำ (ตอนนี้อาจจะไม่ได้กินผัดไทยที่ชอบแล้วก็ได้เพราะย้ายเข้าบ้านใหม่ที่อาจจะอยู่ไกลแล้วก็ได้)
.............. ความคิดอีกอย่างหนึ่งก็คือย้อนกลับมามองคนในหน่วยงาน ซึ่งหน่วยงานของผมเองนั้นกำลังพลและครอบครัวส่วนใหญ่จะมีรายได้ค่อนข้างดีเพราะ สามารถจับอาชีพค้าขายต้นไม้มาได้กว่า 10 ปีแล้วจนเป็นที่ติดปากของคนซื้อทั่ว ๆ ไป ทำให้มีเงินเหลือที่จะทำบุญอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นทอดกฐินของหน่วยหรือทอดผ้าป่าจากนอกหน่วย ซึ่งแต่ละครั้งนั้น ครอบครัวกำลังพลจะบริจาคเงินทำบุญนี้เกือบ 200,000 บาทแทบทุกครั้งที่หน่วยจัดทำบุญ และทำบุญให้แก่นอกหน่วย มากกว่าหลักหมื่นบาททุกครั้งเหมือนกัน โดยวัดยิ่งไกล ยิ่งไปลำบากก็ยิ่งได้รับเงินทำบุญมาก ซึ่งผมมาอยู่ที่ปีแรก ๆ ก็พยายามชี้ให้กำลังพลและครอบครัวเห็นว่ามีสิ่งที่ใกล้ตัวเองแต่เรามองข้ามไปก็คือ กำลังพลที่เป็นพลทหารในหน่วย ที่เขาทำให้เรามีงานทำทั้งงานหลักและงานรองอยู่ทุกวันนี้ เขาดูแลความปลอดภัยด้วยการเข้าเวรเข้ายามให้ หลาย ๆ ครั้งที่ขอแรงเขามาช่วยสร้างสนามเด็กเล่น ปรับปรุงพื้นที่บ้านพัก ขนย้ายบ้านรวมไปถึงตัดหญ้าทำความสะอาด แต่ที่ผ่านมานั้นเราแทบจะไม่เคยเลี้ยงอาหารเขาสักมื้อเลย เขาทำให้เสร็จแล้วก็แล้วกันไป แต่ในทางตรงข้ามเรากับนำเงินทองที่เราหามาได้จากพื้นฐานทุน ที่ส่วนหนึ่งนั้นพลทหารทำให้แก่เรานำไปให้บริจาคให้แก่คนที่ไกลตัวมาก ๆ และจำนวนไม่ใช่น้อย ๆ ในแต่ละปี ................. ผมเองไม่ได้ห้ามหรือไม่บังอาจจะห้ามการทำบุญ เพราะเรื่องพวกนี้เกิดจากจิตศรัทธาของแต่ละบุคคล และเป็นการบำรุงพุทธศาสนาของเรา แต่ผมเชิญชวนให้เขาเหล่านั้นได้แบ่งเงินส่วนหนึ่งที่บริจาคแต่ละปี เอาแค่ 10 % ก็พอแล้วซึ่งจะได้เงินกว่า 20,000 บาทในแต่ละปีมาทำอาหารเลี้ยงทั้งกำลังพลทั้งพลทหาร และนายสิบด้วย ซึ่งเอาแบบออกร้านดีที่สุด ที่ผ่านมานั้นในช่วงเข้าพรรษาก็ทำได้สำเร็จเป็นครั้งแรกด้วยการจัดงาน พัฒนาหน่วย โดยกำลังพลทั้งนายทหารนายสิบจะทำการัฒนาบ้านพักและสภาพแวดล้อม โดยมีพลทหารมาช่วยกันทำด้วย แล้วก็ให้ทางกำลังจัดอาหารมาเลี้ยงเป็นการตอบแทนและเพิ่มเติมด้วยการบริจาคของเหลือใช้ให้แก่พลทหารอีกด้วย ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นไปอย่างดีเหนือความคาดหมาย ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านที่สามารถทำตรงนี้ได้ด้วยนะครับ อ้ออีกอย่างที่อยากเชิญชวนก็คือในโอกาสพิเศษไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันที่ได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นแล้วมีคนเอาของ ขวัญ กระเช้าผลไม้หรือกระเช้าดอกไม้มาอวยพร จนท่านไม่สามารถจะใช้ได้ท่านก่อนที่มันจะเสียไปนั้น ผมเองเห็นแล้วก็เสียดายนะครับก็ขอถือโอกาสนี้ขอให้ท่านบริจาคให้แก่กองร้อยของพลทหารด้วยฝากผ่านกำลังพลที่มาร่วมงานนั่นแหละครับ ผมว่าจะได้ประโยชน์มากกว่าที่ท่านจะนำไปทำอย่างอื่นนะครับ

สองหนุ่มผู้ก่อตั้ง Google


ลาร์รี่ เพจ (Larry Page) และเซอร์เจย์ บริน (Sergey Brin) สองนักศึกษาโครงงานวิจัย ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มพัฒนาระบบค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต โดยวิธีการจัดอันดับเอกสารที่ค้นหาหรือลิงค์ของหน้าเว็บเพจต่าง ๆ ซึ่งเพจได้เรียกการจัดอันดับนี้ว่า "เพจแรงค์ (Page Rank)" โดยในช่วงต้นปี ค.ศ. 1997 ได้มีการพัฒนาโปรแกรมค้นหาต้นแบบที่ใช้ชื่อโครงการว่า "แบครัพ (backrub)" หมายถึง ปัญหาที่ย้อนกลับ จนกระทั่งปลายปี ค.ศ. 1997 นั้นเอง โครงการดังกล่าวได้รับชื่อใหม่ว่า "Google" ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความบังเอิญที่เพจกับบรินต้องการให้ความหมายเป็นคำว่า "Googol" ซึ่งมีหมายถึง จำนวนเลข 1 ตามด้วยเลข 0 อีกจำนวน 100 ตัว หรือ 10 ยกกำลัง 100 เพื่อบ่งบอกถึงการที่โปรแกรมค้นหาสามารถจัดการกับจำนวนตัวเลขมหาศาลได้ ซึ่งเพจและบรินยอมรับชื่อ "Google" เพื่อใช้ในการจดทะเบียนบริษัท Google Inc.ในที่สุดเพจและบริน ได้ทดสอบประสิทธิภาพระบบค้นหาอย่างต่อเนื่อง หลังจากพบว่าในขณะที่มีเว็บไซต์จำนวนมากมาย แต่การค้นหายังไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำ และก็ได้พยายามหาจุดบกพร่องต่าง ๆ จนสามารถพัฒนาระบบค้นหาที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับกับผู้ใช้งานในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเป็นอย่างมาก อันเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนในการพัฒนาจนบรรลุผลสำรเร็จในที่สุดGoogle เข้าสู่ตลาดหุ้นวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1999 ด้วยการทำไอพีโอ (IPO: Initial Public Offering) ราคาสูงสุดเท่าที่เคยมีมาของหุ้นด้านเทคโนโลยี จากราคาเริ่มต้น $85 ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ราคาหุ้นสูงขึ้นถึง $300 ส่งผลให้ Google ก้าวโดดเด่นจนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลทั้งด้านการเงินและเทคโนโลยี ....ความสำเร็จอันโดดเด่นเกิดจากความมุ่งมั่นของเพจและบริน ที่มีความทะเยอทะยานที่จะให้ Google เป็นระบบการค้นหาที่น่าเชื่อถือและระบบการโฆษณาที่ทำกำไรได้อย่างงาม ความเป็นอัจฉริยะและมองการณ์ไกลของทั้งสอง ได้มีการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเข้าหาทั้งการตอบสนองด้านอิเล็กทรอนิกส์และทางอารมณ์ สร้างความผูกพันกับผู้ใช้งานทั่วโลก .....

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

จุดประสงค์ในการนำเสนอครั้งนี้

อยากให้คนกำลังท้อแท้และสิ้นหวังหรือหมดทางแก้ไข กระผมขอนำเสนอบุคคลตัวอย่างในการต่อสู้ฝ่าฝันอุปสรรคแห่งโชคชะตาที่เลวร้ายหรือหนทางแห่งความโชคดี คุณ บัณทิต อึ้งรังษี หรือวาทยากรระดับโลก
ผู้ซึ่งเอาชนะโชคชะตาทุกอย่างมาได้สำเร็จ

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ประวัติย่อ"วาทยากร บัณทิต อึ้งรังษี


วาทยกรชาวไทย บัณฑิต อึ้งรังษี ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นวาทยกรรุ่นใหม่ที่สำคัญคนหนึ่งของโลก จากการที่เขาได้รับรางวัลการแข่งขันวาทยกรระดับนานาชาติหลายครั้ง เช่น ที่ประเทศฝรั่งเศส ( Besancon Competition ) ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐, ที่ประเทศโปรตุเกส (รางวัลชนะเลิศ) ในปีพ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ประเทศฮังการี ในปีพ.ศ. ๒๕๔๕ และล่าสุดที่ คาร์เนกีฮอลล์ (Carnegie Hall ) มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ๒๕๔๕ ในการแข่งขัน Maazel-Vilar International Conducting Competition ซึ่งเป็นการแข่งขันวาทยกรที่สำคัญที่สุดในโลก โดยเป็นผู้ชนะเลิศจากผู้แข่งขัน ๓๖๒ คนทั่วโลก จากการตัดสินของคณะกรรมการที่มีชื่อเสียงของโลกเช่น Lorin Maazel, Kyung-Wha Chung, Glenn Dicterow, Krzysztof Penderecki ฯลฯ บัณฑิตได้รับเชิญไปอำนวยเพลงให้กับวงออร์เคสตร้าและโรงอุปรากร (Opera House) ที่สำคัญต่างๆทั่วโลก รวมกันแล้วมากกว่า ๔๐๐ คอนเสิร์ต วงต่าง ๆที่เขาได้กำกับมาแล้วก็มีวง New York Philharmonic Orchestra, Los Angeles Philharmonic Orchestra, Orchestra Filarmonica di Arturo Toscanini, La Fenice ในเมืองเวนิส, Orchestra of Rome and Lazio และวงในประเทศต่าง ๆ เช่น สเปน ตุรกี เกาหลี ออสเตรีย ญี่ปุ่น รัสเซีย อิตาลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮังการี ฝรั่งเศส เยอรมนี เชคโกสโลวาเกีย มาเลเซีย ไทย โปรตุเกส และทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งคณะนักร้องประสานเสียงชื่อดังของโลก Mormon Tabernacle Choir ซึ่งถ่ายทอดสดออกอากาศทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังได้รับการเชิญหลายครั้งจาก Orchestra Internazionale d’Italia ในการตระเวณเปิดการแสดงทั่วเอเชียบัณฑิตได้เคยทำงานร่วมกับศิลปินชั้นนำของโลก เช่น Maxim Vengerov, Mikhail Pletnev, Julia Migenes, the LaBeque Sisters, Paula Robison, Christopher Parkening, Christine Brewer และ Elmer Bernstein และเขายังได้รับการกล่าวขวัญถึงจากหนังสือพิมพ์และสื่อสำคัญต่าง ๆ ของโลก ได้แก่ Los Angeles Times, New York Times, American Record Guide, Charleston Post and Courier, Deseret News, Salt Lake Tribune, Gramophone magazine, New York Magazine, L’Unione Sarda (อิตาลี), El Correo Gallego (สเปน) ฯลฯนอกเหนือจากการเดินทางไปกำกับวงต่าง ๆ รอบโลกแล้ว บัณฑิตยังเคยดำรงตำแหน่งให้กับวง New York Philharmonic และวง Charleston Symphony Orchestras รวมทั้งเป็น Principal Guest Conductor ของ Seoul Philharmonic Orchestra ในประเทศเกาหลีใต้, Associate Conductor ของวง Utah Symphony, Music Director ของวง Debut Orchestra (Los Angeles), Apprentice Conductor ของวง Oregon Symphony Orchestra และ Assistant Conductor ของวง Santa Rosa Symphony ทั้งยังได้รับความไว้เนื่อเชื่อใจจากรัฐบาลเกาหลีใต้ เมื่อได้มีการปรับปรุงวงการดนตรีคลาสสิคครั้งใหญ่ของเกาหลีในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้ไปพัฒนาวงออร์เคสตร้าที่ดีที่สุดของประเทศนั้นให้พัฒนาถึงระดับโลกได้บัณฑิตได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ อัสสัมชัญพาณิชย์ และ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และได้รับปริญญาตรีสองสาขา ทั้งทางด้านดนตรี และบริหารธุรกิจ ที่ประเทศออสเตรเลีย ได้รับปริญญาโทเอกการอำนวยเพลงที่ University of Michigan ในสหรัฐอเมริกา และศึกษาเพิ่มเติมในประเทศอิตาลี ออสเตรีย รัสเซีย เยอรมนี และ ฟินแลนด์ ในปีพ.ศ. ๒๕๔๑ เขาเป็นหนึ่งในวาทยกรรุ่นใหม่ ๙ คนจากทั่วโลกที่ได้รับเชิญไปศึกษาที่ Carnegie Hall ในมหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเหตุให้เขาได้รับทุน Leonard Bernstein Fellowship ไปศึกษาต่อกับ Seiji Ozawa ที่ Tanglewood Music Center ในประเทศบ้านเกิดของตนเอง คุณบัณฑิตได้รับความสนใจจากสื่ออย่างมากมาย ได้รับเชิญไปออกรายการทีวีและวิทยุไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง ที่สำคัญ ๆ คือ รายการเจาะใจ ชีพจรโลก ตาสว่าง กว่าจะเป็นดาว กฤษณะล้วงลูก ฯลฯ รวมทั้งการให้สัมภาษณ์ทางนิตยสารและหนังสือพิมพ์อีกนับครั้งไม่ถ้วน นับเป็นนักดนตรีคลาสสิกคนแรกของไทยที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางปัจจุบันนี้คุณบัณฑิตแบ่งเวลาให้กับการเดินทางไปกำกับวงออร์เคสตร้าทั่วโลก การเขียนหนังสือทั้งภาษาไทยและอังกฤษ และการเป็นวิทยากรพิเศษให้ความรู้กับนักธุรกิจ นักศึกษาและองค์กรต่าง ๆ มากมาย หนังสือทั้งสองเล่มของเขา ชื่อ "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้" และ"๓๐ วิธีเอาชนะโชคชะตา" ได้ติดอันดับหนังสือขายดีอย่างรวดเร็ว และตอนนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วภายใต้ชื่อว่า "Conduct Your Dreams" และ "The Luckiest Man in the World" ตามลำดับผลงานการอัดเสียงของเขา มีสองอัลบั้ม คือ Mozart in Love ทีอัดกับวง Charleston Symphony Orchestra ในประเทศสหรัฐอเมริกา และล่าสุดคือ Elgar Violin Concerto ที่อัดให้กับ Sony/BMG London ที่จะออกจำหน่ายทั่วโลกในเวลาอันใกล้นี้สำหรับรางวัลในประเทศไทย คุณบัณฑิตได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็น "ทูตวัฒนธรรม" ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และทั้งได้รับรางวัล "ศิลปาธร" ในปี ๒๕๔๘คุณบัณฑิตมีภรรยาเป็นนักร้องเพลงแจ๊สมืออาชีพชาวอเมริกันชี่อ แมรี่ อึ้งรังษี มีบุตรสาวด้วยกันสามคน

เกียรติประวัติของ "บิลเกตต์



ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยวาเซดะ ค.ศ. 2005
รางวัลเกียรติยศผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน จากสหราชอาณาจักร ตามประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2005 [1]
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีหลวง (Roytal Institute of Technology) กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ค.ศ. 2002
ติดหนึ่งใน 100 อันดับบุคคลสำคัญผู้มีอิทธิพลต่อประชาชนในสื่อต่าง ๆ จากการจัดอันดับของ หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน ค.ศ. 2001
ติดอันดับบุคคลผู้มีอำนาจ, นิตยสารซันเดย์ ไทม ค.ศ. 1999
อันดับ 2 ในการจัดอันดับ 100 ดาวรุ่ง, นิตยสารอัพไซด์ ค.ศ. 1999
อันดับ 1 ในการจัดอันดับ 50 ดาวรุ่งในโลกไซเบอร์, นิตยสารไทม ค.ศ. 1998
อันดับที่ 28 ใน 100 อันดับบุคคลสำคัญผู้มีอิทธิพลในวงการกีฬา, นิตยสารสปอร์ตติง นิวส์ ค.ศ. 1997
ผู้บริหารระดับสูงแห่งปี, นิตยสารชีฟ เอกเซกคูทีฟ ออฟฟิซเซอร์ ค.ศ. 1994
นักกีฏวิทยา ได้ตั้งชื่อแมลงวันตอมดอกไม้พันธุ์หนึ่งว่า Eristalis gatesi ตามชื่อของบิลล์ เกตส์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา [2]

ที่สุดของชีวิต คือ ปัจจัย 4อย่างพอเพียง


ที่สุดของชีวิต
มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน
มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน
มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกัน คือห้องนอน ห้องน้ำห้องครัว
มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวตไปได้นาน เพียงไร"สุดท้ายก็ต้องตายเหมือนกัน

วอร์เรน บัพเฟตต์ นั้นเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เราได้เห็นว่า แม้ เขาจะก้าวไปสูที่สุดของคนร่ำรวย แต่เขาไม่เคยลืมที่จะหันไมองว่า กว่าจะก้าวมาได้ เขาต้องเหนื่อยยากและไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ดังนั้นเมือเขามั่งมี เขาไม่ได้นำเงินหรือหน้าในสังคมมาใช้โดยไม่มีประโยชน์ แต่การแบ่งปันถือเป็นส่วนหนึ่งที่เขาต้องหันไปรับผิดชอบเพื่อสังคมซึ่จะว่าไปแล้ว แม้เราไมม่ได้ร่ำรวยขนาดบัพเฟตต์ แต่การไม่เห็นแก่ตัวและแบ่งปันเพื่อสังคมของเราบ้าง ก็เป็นสิ่งที่เราทำได้ไม่ยากเช่นกัน...
http://www.muekdum.com/love/detail_page.php?loveid=22&productloveid=1034

ปรัชญาชีวิตฉบับ วอร์เร็น บัพเฟตต์


เขามีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจเป็นคนที่เรียบง่าย ปรัชญาชีวิตของเขาเรียบง่ายแต่มีความลุ่มลึกประการหนึ่งว่า อย่าตั้งเป้าหมายที่เกินกว่าจะเอื้อมถึง "ผมจะไม่พยายามกระโดดข้ามที่สูง 7 ฟุต แต่ผมจะมองหาคานไม้ที่สูง 1 ฟุต ที่ผมจะสามารถที่จะเดินข้ามได้อย่างสบายๆ" นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนที่สมถะในการใช้จ่าย และเป็นคนที่แต่งตัวแบบเรียบง่าย ไม่สนใจใส่เสื้อผ้าที่เป็นแบรนด์เนมราคาแพง จนเคยถูกนักข่าวคนหนึ่งเหน็บแนมเขา เรื่องที่เขาชอบใส่สูทราคาถูกๆ อย่างไม่ให้ความสนใจว่า " ผมเคยซื้อสูทราคาแพงๆ แต่เมื่อผมใส่มันแล้ว มันก็ดูเหมือนของราคาถูก"

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

จงรู้อย่างชัดเจนว่าตนเองต้องการสิ่งใด


"โชค" ของคุณ จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าในทันที่ถ้าคุณเพียงรู้แค่ว่า "คุณต้องการอะไร"
  • เปนความจริงที่ว่า"โชคดี" จะไม่ค่อยมาเยือนคนที่ ไม่รุ้ว่า ตนเอง ต้องการอะไร หรือไม่แน่ใจ ว่าอยากได้แบบไหน เหตุผลง่ายๆ ใต้ จิตสำนึกไม่มีเป้าหมายให้โดน อาจมีโอกาสดีๆ เข้ามาจ่อยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ นึกไม่ถึง หรือไม่รู้ว่าเปน" โชค" โชคดีนั้นก็ผ่านเขาไปหาคนอื่น

1 ในผู้ก่อตั้ง google จะทัวร์สถานนีอวกาศ


หนึ่งในสองผู้ก่อตั้งเวบไซต์"กูเกิ้ล"วางเงินดาวน์เป็นค่าเดินทางไปสถานีอวกาศนานาชาติ
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อีริค แอนเดอร์สัน ซีอีโอของบริษัท สเปซ แอดเวนเจอร์ส จำกัด เปิดแถลงข่าวเมื่อวันพุธว่า เซอร์เกย์ บริน หนึ่งสองผู้ร่วมก่อตั้งเว๊ปไซต์ท่า”กูเกิ้ล” วัย 34 ปี ได้ วางเงินมัดจำ 5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 160 ล้านบาท เพื่อจองที่นั่งในยานอวกาศโซยุสของ รัสเซีย จากค่าเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS รวมคนละ 25 ล้านดอลลาร์ หรือ 800 ล้านบาท
ขณะที่บรินออกแถลงการณ์ชื่นชมบริษัทฯนี้ว่า ช่วยเปิดพรมแดนอวกาศให้กับคนทั่วไป แอนเดอร์สันเปิดเผยด้วยว่า บรินอาจเลือกเดินทางไปในปี ค.ศ.2011 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งบริษัทฯจะเป็นเจ้าภาพจัดการเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS สำหรับเอกชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเป็นเที่ยวแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงกับสำนักงานอวกาศของรัฐบาลกลางรัสเซีย หรือ FSA โดยจะมีที่นั่งสำหรับนักท่องอวกาศ 2 ที่นั่ง
ลาร์รี่ เพจ และเซอร์จี้ บริน ผู้ก่อตั้งกูเกิลกับสำนักงานใหญ่ของพวกเขาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้แผงโซลาร์เซลล์เป็นส่วนประกอบ

คู่แรกในรายชื่อ 11 คนคือนาย เซอร์จี้ บริน และนาย ลาร์รี่ เพจ ผู้ก่อตั้ง Google ทั้งคู่เปลี่ยนสำนักงานใหญ่ของ Google ที่ เมาเท่น วิว แคลิฟอร์เนีย เป็นสำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุดในโลก
สำนักงานใหญ่ของ Google มีพื้นที่รวม 500,000 ตารางฟุต มีระบบทำความร้อนที่ขับเคลื่อนโดยโซลาร์เซลล์ 9,212 แผง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในอาคารหลังหนึ่งทำจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งมีกางเกงยีนส์เก่ารวมอยู่ด้วย มีโรงอาหารให้พนักงานกินฟรีโดยวัตถุดิบในการผลิตอาหารมาจากฟาร์มในรัศมี 150 ไมล์รอบสำนักงานใหญ่
ทั้งนาย เซอร์จี้ บริน และ ลาร์รี่ เพจ ขับรถโตโยต้ารุ่น Priuses ซึ่งเป็นรถไฮบริดและลงทุนในบริษัท Tesla ซึ่งผลิตรถไฟฟ้า มีรายงานว่า Brin ใช้โทรศัพท์และเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ซึ่งใช้พลังไฟฟ้าจากแผงโซลาร์

สิ่งที่คาดเดาไม่ได้ในเรื่องโชคชนะของ คนผู้นี้


ไม่มีใครอยากเป็นคนโชคร้าย ใครๆ ก็อยาก" โชคดี" ด้วยกันทั้งนั้น แต่เรื่องของโชคชะตา ดีหรือร้ายไม่ใช่สิ่งที่จะรอใครหรือสิ่งใดมาประทานให้คุณจะคาดการณ์ได้อย่างไรว่า โชคดีหรือโชคร้ายที่จะถูกประทานมาให้คุณแล้วทำไมคุณต้องรอให้วันแห่งโชคร้ายนั้นมาถึง ทำไมคุณไม่สร้างโชคดีขึ้นมาเอง

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ประวัติของ "บารัก โอบามา" ตอน1



เกิดวันที่ 4 ส.ค.ปี 1961 ถือเป็นวุฒิสมาชิกหนุ่มไฟแรงแห่งสภาคองเกรส จากรัฐอิลลินอยส์ เขาเป็นชาวอเมริกัน-แอฟริกา คนแรก ที่ได้ถูกเสนอชื่อจากพรรคการเมืองใหญ่ของสหรัญ(เดโมแครต)เสนอชื่อแข่งขันศึกประธานาธิบดีสหรัฐ โดยสามารถสร้างปรากฎการณ์เหลือเชื่อ พลิกชนะนางฮิลลารี คลินตัน วุฒิสมาชิกรัฐนิวยอร์ก ซึ่งถูกมองว่ามีดีกรีการเมืองเหนือชั้นกว่า ก่อนผงาดกลายเป็นนักการเมืองผิวสีที่ได้เข้าสู่เส้นทางชิงชัยศึกผู้นำทำเนียบขาวเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์สหรัฐ ทำให้อเมริกาทั่วประเทศและทั่วโลกจับตามองเขาอย่างไม่วางสายตานับตั้งแต่นั้น


"โอบามา"จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ด

เริ่มแรกเขาทำงานเป็นผู้จัดงานชุมชนและประกอบอาชีพเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์ 3 สมัย ตั้งแต่ปี 1997-2004 โดยเขาสอนกฎหมายด้านรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยโรงเรียนกฎหมายชิคาโก ตั้งแต่ปี 1992-2004 ในฐานะเป็นสมาชิกสภาคองเกรส โอบามามีโอกาสได้ร่วมร่างกฎหมายควบคุมอาวุธขีปนาวุธ และสนับสนุนความสามารถในการตรวจสอบของสาธารณชนต่อการใช้งบประมาณรัฐบาลกลาง และครั้งหนึ่งเคยช่วยร่างกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการโกงการเลือกตั้งและการล็อบบี้,กม.ด้านอุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลง,ลัทธิก่อการร้ายใช้อาวุธนิวเคลียร์ และกม.ดูแลทหารอเมริกันที่กลับจากสมรภูมิรบ